22 ก.พ. 2562

เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของพ่อแม่และสังคม ด้วย EF (Executive Function)

1. ทำไมต้องสนใจเรื่อง EF (Executive Function) การเลี้ยงลูกในอดีตไม่เห็นมีความสำคัญเลย
ด้วยปัจจุบันสิ่งต่างๆ สภาพแวดล้อม ไม่เหมือนกับในอดีต โดยเฉพาะการมี อินเตอร์เน็ต ทำให้เด็กมีสิ่งล่อใจ สิ่งที่ทำให้ไขว้เขวจากเป้าหมายของเด็กมีมากขึ้น ต่างจากในอดีตที่เด็กมีของเล่นเพียงไม่กี่ชิ้น มีเกมไม่กี่เกม หรือมีสิ่งให้สนใจไม่มาก สิ่งล่อใจเหล่านี้ให้ในปัจจุบันเรามักพบปัญหาของวัยรุ่นหรือเด็ก ที่ไม่สามารถรับผิดชอบกับชีวิตตนเอง ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ติดอบายมุขหรือสิ่งล่อใจและไม่สามารถถอนตัวออกได้ เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงสภาวะที่ขาดการควบคุมตนเอง การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจแก้ปัญหา  จึงทำให้ในปัจจุบันเรื่องของการสร้าง EF ในเด็กมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งหากถามว่าเพิ่งมีความสำคัญหรือไม่ พบว่าในต่างประเทศมีการพูดคุยเรื่องนี้สอนในระบบโรงเรียนอนุบาลมานานพอสมควรแล้ว

2. EF (Executive Function) คืออะไร 
Executive Function  คือหน้าที่ของสมองในการจัดการบริหาร ควบคุมความคิด อารมณ์ การกระทำ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของตนเอง เด็กที่มี EF จะสามารถตั้งเป้าหมายได้เอง วางแผน และลงมือทำ เมื่อพบปัญหาก็ปรับเปลี่ยนวิธีจนกว่าจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ เด็กที่มี EF จะสามารถควบคุมตนเอง ให้มุ่งมั่น จดจ่อกับงานๆหนึ่ง ไม่วอกแวกหรือเบื่อง่าย
เด็กที่มี EF มีลักษณะ ดังนี้ 1. ดูแลตนเองได้ ทำความสะอาดร่างกาย เครื่องแต่งกาย จัดของเล่นของใช้เองได้ ดูแลสิ่งรอบตัว ดูแลทำความสะอาดบ้านได้ ควบคุมตนเอง เช่น การไม่ใช้มือถือในมราสาธารณะ 2. เอาตัวรอดจากอบายมุข สิ่งล่อใจ เช่น เล่นเกมได้หยุดได้ไม่ติด ลองบุหรี่ไม่ติดรู้ว่าไม่ดีเลิกได้ 3. มีอนาคต วางแผนชีวิต  รู้ว่าอยากทำอะไร ทดลองทำ ถ้าทำไม่สำเร็จก็สามารถวางแผนใหม่ได้เพื่อหาทางปสู่จุดหมายได้

3. แล้วจะสร้าง EF (Executive Function) ได้อย่างไร 
EF เป็นการฝึกให้สมองเด็กให้เกิดวงจรการทำงานที่เป็นระบบของการคิด วางแผน ลงมือทำ แก้ไข ซึ่งจะต้องมีพื้นฐาน คือ
1. อ่านนิทานสร้างสายใยของพ่อแม่และลูก
สายใยของพ่อแม่และลูกจะปูทางให้พ่อแม่สามารถสั่งสอนให้ลูกฝึก EF ได้ สายใยนี้จะเกิดขึ้นได้พ่อแม่จะต้องอยู่ใกล้ชิดกับลูกภายในช่วง 2 ขวบปีแรก กิจกรรมหนึ่งที่ทำให้ใกล้ชิดมากขึ้นคือการอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวันก่อนนอนในช่วงเวลาเดิมสม่ำเสมอทุกๆวัน หากทำได้ลูกจะรู้สึกว่าพ่อแม่ของตนมีตัวตนอยู่จริงและเป็นเหมือนเทวดาของลูก ก่อนที่ลูกจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นเมื่อพ่อแม่พูดอะไรลูกจะเชื่อฟัง ตัวอย่างของการสร้างสายสัมพันธ์ เช่น พ่อแม่กลับจากทำงานถึงบ้าน 6 โมงเย็น ให้โยนทิ้งเรื่องหนักใจจากที่ทำงาน กินข้าวและอาบน้ำให้เรียบร้อยใช้เวลาช่วงระหว่าง 6 โมงครึ่ง ถึงสองทุ่มในการเล่นกับลูกให้ได้มากที่สุด เมื่อถึงเวลาสองทุ่มพากันเข้านอน และอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอนประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นเมื่อลูกหลับพ่อแม่จึงค่อยทำกิจธุระส่วนตัวอื่นๆ การจะทำเช่นนี้ได้พ่อแม่เองจะต้องเสียสละเวลาส่วนตัว แต่ผลตอบแทนที่ได้ คือ เมื่อลูกโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ไม่เป็นปัญหาสังคม ดูแลตัวเองได้ ถือว่าคุ้มค่า
2. สร้างโลกที่ปลอดภัยให้ลูก
นอกจากเรื่องการอ่านนิทาน เด็กวัย 1-2 ขวบ เป็นวัยที่กำลังเรียนรู้ว่าโลกนี้มีแต่ความปลอดภัย ซึ่งจะให้เด็กรู้สึกอย่างนั้นได้พ่อแม่ต้องคอยปกป้องลูก และคอยอยู่ใกล้ๆตลอดเวลาเพื่อให้ลูกว่ามีพ่อมีแม่อยู่ตลอดเวลา ถ้าลูกร้องก็ต้องอุ้ม แต่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนรนมาอุ้มลูก เมื่อลูกร้องสามารถปล่อยให้ลูกร้องได้ชั่วขณะหนึ่งไม่ถึงกับต้องอุ้มทันทีที่ร้องไห้ อีกเรื่องคือ สถานที่ใดที่จะเกิดอันตรายแก่ลูกได้ในช่วง 2 ขวบนี้ ก็ต้องละเว้นไว้ไม่พาลูกเข้าไปอยู่ในสถานที่แบบนั้น เพราะถ้าเด็กเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นแล้ว ส่งผลเสียต่อพัฒนาการในขั้นต่อๆไปได้
3. การเล่น และ การทำงานบ้าน เพื่อพัฒนาเนื้อสมอง
ประการที่สองในการสร้างวงจร EF จะเกิดขึ้นในสมองของเด็กได้ ต้องมีการสร้างเนื้อสมองรองรับซึ่งวงจรนี้จะเกิดจากการใช้นิ้วมือทั้ง 10 นิ้วของเด็ก ในการทำสิ่งต่างๆ (Fine movement) ดังนั้น มีกิจกรรม ที่จะช่วยพัฒนาระบบนี้ก็คือ การเล่นหรือการทำงานบ้าน การเล่นจะช่วยพัฒนา Fine movement  ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดินทราย ดินน้ำมัน ระบายสี ตัดกระดาษ เล่นบล็อกไม้ ปีนที่สูง ตีนตาข่าย เล่นบทบาทสมมุติ วิ่งไล่จับ กีฬา ดนตรี งานบ้าน เช่น กำหนดให้ลูกจะต้องทำงานบ้านหรือการบ้านให้เสร็จก่อนที่จะได้เล่น จะช่วยฝึกให้เด็กรู้จักความอดทนทำสิ่งที่ไม่ชอบก่อน หรือฝึกลักษณะที่เรียกว่าอดเปรี้ยวไว้กินหวาน  มีผลให้ในอนาคตเด็กสามารถทนอ่านตำรานานๆ ทำงานให้เสร็จตามกำหนด หรือแม้แต่ฝึกการยับยั้งชั่งใจจากสิ่งล่อใจต่างๆ อบายมุข วงจรในสมองเหล่านี้ฝึกได้ตั้งแต่ 3 ถึง 9 ขวบ และจะต้องฝึกอย่างนี้ไปเรื่อยๆเนื่องจากวงจรเหล่านี้สมองจะสร้างขึ้นได้ต้องใช้ความสม่ำเสมอและเวลายาวนาน
4. การนับถือตนเอง Self Esteem
พื้นฐานอีกข้อหนึ่งของการสร้าง EF  คือการนับถือตัวเองของลูก การนับถือตัวเองจากเกิดจากการที่ได้ทำอะไรสำเร็จในทุกๆวัน และได้รับคำชมจากเรื่องเหล่านั้น ดังนั้นที่บ้านหรือที่โรงเรียน เมื่อเด็กทำอะไรสำเร็จเด็กต้องได้รับคำชม เด็กก็จะพัฒนาความนับถือตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ รับรู้ว่าตนเองนั้นสามารถทำอะไรได้สำเร็จในทุกๆวัน
5. พัฒนาการลูก พลาดแล้วพลาดเลย (critical period)
เมื่อพ่อแม่ได้ฝึกให้สมองของลูกสร้างวงจรของ EF ขึ้นมาแล้ว เมื่อลูกอายุ 9 ถึง 15 ปี สมองของลูกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จำนวนเซลล์สมองของเด็กจะลดลงและเหลือเฉพาะเซลล์ที่ได้ใช้งานมาเป็นประจำนั่นก็คือวงจร EF ที่เกิดขึ้นแล้วนั้นเอง แต่หากเด็กไม่ได้มีการสร้างวงจรนี้ขึ้นในช่วงก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อจำนวนเซลล์สมองลดลง ก็จะไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์กับไปได้ นั่นคือจะสร้าง EF ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ควรเลือกโรงเรียนให้ลูกที่เน้นกิจกรรมการเล่นเป็นหลัก ไม่เน้นการเรียนในห้องเรียนจนเกินไป จนกว่าลูกจะอายุ 7 ขวบ

4. สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำเพื่อสร้าง EF ให้ลูก
สรุปแล้วสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ลูกของคุณพ่อคุณแม่มี EF  1  เล่านิทานทุกๆวันด้วยตนเอง ด้วยตัวพ่อแม่เอง เพื่อสร้างสายสัมพันธ์  มอบหมายงานบ้าน หรืองานอาชีพ ที่สร้างรายได้เขาได้ด้วย โดยวางลำดับให้เด็กทำสิ่งที่ยากก่อนแล้วค่อยทำสิ่งที่ง่ายแล้วจึงได้เล่นหรือทำสิ่งที่ชอบ  3 ให้เด็กได้เล่นอย่างเต็มที่เล่นดินทรายดินน้ำมันระบายสีบทบาทสมมุติ เล่นเสรี  ให้เด็กได้ทำอะไรสำเร็จในทุกๆวันและได้รับความชื่นชม จนเด็กนับถือตนเอง
ทั้งนี้ EF เกิดในสภาวะที่มีความท้าทาย หรือต้องมีการวางแผนการซับซ้อน ที่สำคัญคือการได้ทำอย่างสม่ำเสมอมีตารางชัดเจน

5. ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อเด็กไม่มี EF
ปัญหาที่เราพบในผู้ใหญ่ในสมัยนี้ คือ มีชีวิตอยู่โดยโตมาแบบไม่มีเป้าหมายชีวิต เมื่อเรียนจบก็ไม่ได้ทำงานตามสายงานที่เรียน อาจจะกลับบ้านไปทำกิจการเล็กๆ แต่ก็ไม่มีความทะเยอทะยานที่จะ ขยายกิจการให้มีความสำเร็จให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น หรือการที่เราเห็นว่ามีเด็กซิ่วย้ายคณะเรียนมากขึ้น เรื่องเหล่านี้เกิดจากการที่เด็กไม่สามารถตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตได้ หรือเด็กอีกกลุ่มนึงที่โตมาอย่างปกติสุข แต่เมื่อต้องเข้ามาเจอกับสิ่งล่อใจหรืออบายมุข ก็ไม่สามารถควบคุมตนเอง คุมความคิดและอารมณ์ได้ เช่น ติดมือถือหรือติดเกมจนเสียคน ติดการพนัน ยาเสพติด เหล่านี้คือตัวอย่างของผู้ใหญ่ที่โตมาจากการเป็นเด็กที่ขาด EF และส่วนใหญ่จะพบว่า เกิดจากวัยเด็กได้เล่นน้อยเกินไป เอาแต่เรียนหนังสือและพ่อแม่ไม่มอบหมายงานบ้านให้ทำ

ที่มา : สรุปความจากเพจนายแพทย์ประเสริฐ
อ่านเรื่อง พัฒนาการเด็กที่ส่งเสริมการสร้าง EF

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่